พริกขี้หนู

ชื่อสามัญ : Chilli Pepper
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens Linn.
ถิ่นกำเนิด : แถบอเมริกาเขตร้อน
ฤดูกาล : ตลอดปี
แหล่งปลูก : พบในทุกภาคของประเทศไทย

ชื่ออื่น : ภาคใต้เรียกว่า ดีปลีขี้นก พริกขี้หนู ภาคกลางเรียกว่า พริกขี้หนู ภาคอีสานเรียกว่า หมักเผ็ด ภาคเหนือเรียกว่า พริกแด้ พริกแต้ พริกนำ กะเหรี่ยง-กำแพงเพชรเรียกว่า ครี กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอนเรียกว่า มือซาซีซู
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : พริกขี้หนูเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1- 2.5 ฟุต ลำต้นสั้นตรง ใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม รูปร่างกลมรี ปลายแหลม แผ่นใบเรียบมัน ผลรูปทรงเรียวเล็ก มีหลายขนาด ปลายผลชี้ขึ้นผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกเป็นสีแดงหรือแดงปนน้ำตาล ผิวลื่นเป็นมันภายในกลวง แกนกลางมีเมล็ดสีเหลืองรูปร่างกลมแบน
การกิน : ยอดอ่อนและผลพริกกินเป็นผัก โดยยอดอ่อนนำไปลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำไปแกงจืด แกงเลียง ผลใช้เป็นเครื่องปรุงรส ตำน้ำพริกและใส่ในส้มตำ
สรรพคุณทางยา : ผล ใช้ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ขับผายลม แก้ไขหวัด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ลมจุกเสียด บรรเทาอาการเจ็บปวด เคล็ดคัดยอก ฟกช้ำดำเขียว ต้นใช้ขับปัสสาวะ แก้กระสัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ปวดเมื่อย

คุณค่าอาหาร : พริกขี้หนู 100 กรัม ให้พลังงาน 55 กิโลแคลอรี ประกอยด้วย เส้นใย 5.2 กรัม แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 2 , 417 กรัม วิตามินบี1 0.29 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 44 มิลลิกรัม

แหล่งที่มา แสงแดด . ผัก 333 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน . กรุงเทพฯ : แสงแดด , 2548 .