การใช้สมุนไพรให้ถูกกับโรค


จะต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยาให้ถูกต้อง  เช่น  ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย  อาทิ  ใช้ฝักมะขามแขก  ถ้าใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน  อาทิ  ใบฝรั่งจะยิ่งทำให้ท้องผูกมากขึ้น

6.4  ใช้สมุนไพรให้ถูกชนิด
      เมื่อจะใช้สมุนไพรชนิดใด  ต้องแน่ใจว่านำต้นสมุนไพรที่ถูกต้องมาใช้  เนื่องจากสมุนไพรมีชื่อพ้อง  หรือชื่อซ้ำกันมาก  โดยเฉพาะชื่อที่เรียกกันในแต่ละท้องถิ่นอาจเรียกแตกต่างกัน  ทำให้เกิดความสับสน  และอาจนำสมุนไพรมาผิดต้นได้ง่าย  นอกจากจะไม่สามารถรักษาโรคได้แล้ว  ยังอาจทำให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย  การใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ (scientific name)  ซึ่งประกอบด้วยชื่อสกุล (genus)  และชื่อชนิด (species)  เช่น  ตะไคร้แกง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citrates Stapf. (Stapf  เป็นชื่อผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้)  จะช่วยลดการใช้สมุนไพรผิดต้นได้

6.5  ใช้สมุนไพรให้ถูกส่วน
    พืชมีส่วนต่างๆ หลายส่วน  เช่น  ราก  ต้น  ใบ  ดอก  ผล  และเมล็ด  เป็นต้น  เนื่องจากในแต่ละส่วนของพืชมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางยาต่างกัน  จึงใช้รักษาโรคแตกต่างกัน  เช่น  ชุมเห็นไทย (Cassia tora Linn.)  ใบใช้เป็นยาระบาย  ส่วนผลใช้แก้ฟกบวม  นอกจานั้น  ผู้ใช้ควรมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของส่วนต่างๆ ของพืช  เช่น  เหง้า  ตา  หัว  และรู้จักศัพท์เทคนิคที่ใช้ส่วนต่างๆ ของพืช  เช่น  เหง้า  ตา  หัว  และรู้จักศัพท์เทคนิคที่ใช้เรียกส่วนต่างๆ ของพืช  เช่น  ใบเพสลาด  ซึ่งหลายถึง  ใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป  คำว่าทุกส่วน  หรือทั้งห้า  หรือทั้งต้น  หมายถึง  ต้น  ราก  ใบ  ดอก  และผล  เป็นต้น

6.6  ใช้สมุนไพรที่เก็บถูกช่วงระยะเวลา
      ส่วนของสมุนไพรในส่วนเดียวกัน  ถ้าเก็บต่างระยะเวลากันจะให้ผลการรักษาต่างกัน  เช่น  ผลฝรั่งอ่อนมีแทนนินใช้แก้ท้องเสีย  ท้องร่วง  ท้องเดิน  แต่ถ้าผลฝรั่งสุกจะมีเพ็กตินอยู่มาก  ใช้รับประทานเป็นยาระบาย  หรือผลกล้วยดิบใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย  แต่ผลกล้วยสุกกลับมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ  เป็นต้น

 

ยังมีต่อค่ะ