ฆ้อง

ฆ้องโหม่ง    เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ตีกำกับจังหวะที่ทำด้วยโลหะหรือเรียกว่าโหม่งก็ได้ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับลูกฆ้องของฆ้องวงใหญ่ ซึ่งมีขนาดใหญ่ รองลงมาจากฆ้องหุ่ย ได้ชื่อนี้ตามเสียงที่เกิดจากการตี

ฆ้องเหม่ง    มีรูปร่างเหมือนกับฆ้องโหม่ง แต่มีขนาดเล็กกว่า ใช้ตีกำกับจังหวะ ขนาดเล็กกว่า ฆ้องโหม่ง ได้ชื่อนี้ตามเสียงที่เกิดจากการตี

ฆ้องคู่   เป็นฆ้องที่มี 2ใบมีขนาดเล็ก เสียงต่ำใบหนึ่ง เสียงสูงใบหนึ่ง ใช้ตีกำกับจังหวะ ชุดหนึ่งมีสองลูก ลูกใหญ่ให้เสียงต่ำ ลูกเล็กให้เสียงสูง ไม้ตีทำด้วย แผ่นหนังวัว หรื ใบหนังควายตัดเป็นวงกลม เจาะรูตรงกลางใส่ก้านไม้

ฆ้องมโหรี    เป็นฆ้องวงที่ใช้บรรเลงในวงมโหรีโดยเฉพาะ มีอยู่สองขนาด คือฆ้องวงใหญ่มโหรีและฆ้องวงเล็กมโหรี ฆ้องวงใหญ่มโหรีเดิมมีลูกฆ้อง ๑๗ ลูก ต่อมานิยมใช้ ๑๘  ลูก

ฆ้องมอญ เป็นเครื่องดนตรีของชาวรามัญ มีลักษณะตั้งโค้งขึ้นไปทั้งสองข้าง ไม่วางราบกับพื้นเหมือนกับฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็กของไทยในปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวมอญและชาวไทย วงฆ้องทำด้วยไม้ประดิษฐ์ โดยการแกะลายปิดทองอย่างสวยงาม โดยแกะทางหัวโค้งด้านซ้ายของคนตีเป็นรูปต่างๆตามความต้องการ แต่ที่นิยมจะทำเป็นรูปหน้าเทวดา และทางโค้งด้านขวาของผู้ตีทำเป็นรูปปลายหาง มีเท้ารองตรงกลางลักษณะเดียวกับระนาดเอก ฆ้องมอญวงหนึ่งจะมีลูกฆ้องจำนวน 15 ลูก ฆ้องมอญจะไม่เรียงเสียงแบบอย่างฆ้องไทยบางช่วงมีการข้ามเสียง เสียงที่ข้ามจะเรียกว่า หลุม

ฆ้องมอญจะทำหน้าที่ดำเนินทำนองเพลงและทำหน้าที่เหมือนฆ้องวงใหญ่ของไทย ไม้ตีฆ้องมอญจะทำด้วยไม้พันผ้าและด้ายเพื่อให้เกิดความนุ่ม จะมีความยาวประมาณ 11 นิ้ว ส่วนที่เป็นด้ามยาวประมาณ 5 นิ้ว ส่วนที่พันด้วยผ้ายาวประมาณ 6 นิ้ว ฆ้องมอญจะมี 2 ขนาดคือ ฆ้องมอญวงใหญ่และฆ้องมอญวงเล็ก ฆ้องมอญใช้ผสมอยู่ในวงปี่พาทย์มอญ ซึ่งใช้ประโคมในงานศพ และประกอบการแสดงละครพันทาง

ฆ้องราง    เป็นฆ้องที่มีลักษณะเหมือนฆ้องคู่ ใช้ตีดำเนินทำนอง ชุดหนึ่งมี ๗-๘ ลูก เสียงลูกที่ ๑ กับลูกที่ ๘ เป็นเสียงเดียวกัน แต่ต่างระดับเสียง ปัจจุบันไม่มีการใช้ในวงดนตรีไทย

ฆ้องวงใหญ่ เป็นเครื่องดนตรีที่วิวัฒนาการมาจากฆ้องเดี่ยว ฆ้องคู่ และฆ้องราง จนกระทั่งเป็นฆ้องวง สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ลักษณะของฆ้องวงประกอบด้วยลูกฆ้องและวงฆ้อง วงฆ้องสูงประมาณ 24 เซนติเมตร วงฆ้องจะใช้ต้นหวายโป่งทำเป็นราง ให้หวายเส้นนอกกับเส้นในห่างกันประมาณ 14 -17 เวนติเมตร ใช้หวายจำนวน 4 อัน ด้านล่าง 2 อัน ขดให้เป็นวงขนานกันไปเว้นที่สำหรับให้นักดนตรีเข้าไปบรรเลง ลูกฆ้องมีจำนวน 16 ลูก เรียงจากลูกเล็กด้านขวามือของผู้บรรเลงจนถึงลูกใหญ่สุดทางด้านซ้ายมือของผู้บรรเลง ใช้ไม้ตี2 อัน ไม้ตีทำด้วยหนังดิบนำมาตัดเป็นวงกลมเจาะรูตรงกลาง สอดด้ามไม้สำหรับมือถือ โดยถือตีข้างละมือ นักดนตรีส่วนใหญ่จะเรียกฆ้องวงใหญ่ว่า ฆ้องใหญ่ ฆ้องวงใหญ่จะทำหน้าที่ดำเนินทำนองหลัก ซึ่งเป็นแม่บทของบทเพลง จัดเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญที่สุด การดำเนินทำนองจะดำเนินห่างๆ วิธีการตีฆ้องวงใหญ่นั้นจะตีพร้อมกันทั้งสองมือเป็นคู่ 8 บ้าง คู่ 6 บ้าง คู่ 5 บ้าง คู่ 4 บ้าง คู่ 3 บ้าง ตีมือละลูกบ้าง สองลูกบ้าง จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตาม ใช้ผสมอยู่ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง วงปี่พาทย์ไม้นวม วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ วงปี่พาทย์นางหงส์ วงมโหรี

 

ฆ้องวงเล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรเลงคู่กับฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็กมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับฆ้องวงใหญ่ แต่ลูกฆ้องมีขนาดเล็กกว่า มีเสียงแหลมสูงกว่าฆ้องวงใหญ่ วงฆ้องสูงประมาณ 20 เซนติเมตร มีลูกฆ้อง 18 ลูก นักดนตรีส่วนใหญ่จะเรียงสั้นๆว่า ฆ้องเล็ก ฆ้องวงเล็กจะทำหน้าที่ดำเนินทำนองเต็ม บรรเลงแบบเก็บคล้ายๆกับระนาดเอก วิธีการตีฆ้องวงเล็กจะตีมือละลูกบ้าง หลายๆลูกบ้าง สะบัด กรอ กวาดไปตามลักษณะของทำนองเพลง จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทพวกนำ ใช้ผสมอยู่ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง วงปี่พาทย์ไม้นวม วงปี่พาทย์นางหงส์ วงมโหรี

ฆ้องราว เป็นฆ้อง 3 ใบมีขนาดลดหลั่นกันใช้แขวนราวเรียง ไปตามขนาด เมื่อตีเรียงไปตามลำดับลูกแล้วย้อนกลับไปจะได้ยินเป็นเสียง "โหม่ง-โมง-โม้ง , โม้ง-โมง-โหม่ง" แต่แรกคิดจะสร้างใช้ในการใดหาทราบไม่ แต่ตามที่ปรากฎต่อมาใช้บรรเลงในการเล่นมหรสพโบราณชนิดหนึ่งเรียกว่า "ระเบง" หรือเรียกตามคำร้องของกลอน ซึ่งขึ้นต้นวรรคด้วย คำว่า "โอ้ละพ่อ" เลยเรียกฆ้องราว 3 ใบชนิดนี้ว่า "ฆ้องระเบง" ติดมา

 

เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี เครื่องเป่า