หหหหหตามหลักฐานงานค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ได้เปิดเผยว่าในสมัยโบราณชนชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานมีภูมิลำเนาอยู่ในดินแคนตอนกลาง
ระหว่าลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงและฮวงโหในประเทศจีนปัจจุบัน แต่ด้วยความกดดันจากชนชาติจีนหรือด้วยความจำเป็นในการทำมาหากินชนชาวไทย จึงอพยบถอยร่นมาทางใต้แล้วแยกย้ายไปตามลำดับ และปรากฎต่อมาว่าชนชาติไทยและกษัตริย์ไทยได้ตั้งอาณาจักรไทยขึ้นในดินแดนตอนใต้ของประเทศจีน
อีกหลายแค้วน อาณาจักรไทยที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ คือ อาณาจักรน่านเจ้า นอกจากนั้นยังมีชนชาวไทยอีกหลายพวกอพยบกันเป็นครั้งคราว
แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือน พวกที่ไปทางตะวันตก ก็ไปเป็นไทยอาหม และไทยอัสสัมในแค้วนอัสสัม ส่วนพวกที่อพยบลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้
มาเป็นเป้นพวกไทยใหญ่ ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ใดก็ตามชนชาวไทยต่างก็นิยมความเป็นไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ทททท

ชนชาติไทยรู้จักและประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นเองหรือเลียนแบบอย่างและนำมาประดิษฐ์ขึ้นใช้เองมาตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อครั้งยังตั้งถิ่นฐานอยู่ ทางตอนใต้ของประเทศจีนเพราะปรากฎตามตำนานว่า ไทยเป็นผู้มีนิสัยรักการดนตรีและการขับร้องมาตั้งแต่โบราณกาล ชนชาวไทยมีความสามารถในศิลปดนตรี
ตั้งแต่สมัยอยู่ในอาณษจักรฉ่องหวู่ ซึ่งนักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ดนตรีของจีนในปัจจุบันนี้ได้ถือกำเนิดไปจากอาณาจักรฉ่องหวู่ ของไทยหลายอย่าง
แต่อย่างไปก็ดีตลอดเวลาที่คนไทยกับคนจีนยังตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กันเช่นนั้นก็คงแลกเปลี่ยนกันซึ่งไทยเราก็รับเอาเครื่องดนตรีของจีนบางชนิดมาใช้เป็น
แบบอย่างและอีกหลายอย่างที่ไทยประดิษฐ์ขึ้นเอง ก่อนที่จะลงมาพบกับวัฒนธรรมทางอินเดียซึ่ฝงแพร่หลายอยู๋ในท้องที่แหลมอินโดจีนก่อนทีชนชาวไทยจะอพยบ
ลงมาสังเกตุได้ว่าเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยบัญญัติชื่อขึ้นเรียกตามเสียงด้วยคำโดดในภาษาไทย เช่น เกราะ โกร่ง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพียะ ซอ ฆ้อง และกลอง เป็นต้น
ต่อมาเมื่อรู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตตรีให้ก้าวหน้าขึ้น เช่นเอาไม้มาวางอย่างกรับวางเรียงไปและเอาฆ้องหลายใบมาทำเป็นวงบัญญัติชื่อขึ้นเป็น
คำแผลงและคำผสมเรียกเครื่องดนตรีเหล่านั้นว่า ระนาด และฆ้องวง

วววววเครื่องดนตรีของไทยแต่เดิมดังกล่าวนั้นส่วนใหญ่คงจะใช้สำหรับให้สัญญาณนัดหมายและกำหนดเวลาเช่นเกราะ โกร่ง ฆ้อง กลอง และใช้สำหรับการสนุกสนาาน
รื่นเริงเช่น กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพียะ ซอ และแคน ส่วนกฎเกณฑ์ในการร่วมวงก็คงมีบ้างแต่คงมิได้มีการวางระเบีนบไว้แน่นอน คงจะเล่นกันตามที่เห็นว่าไพเราะ
สะดวกในการปฎิบัติต่อมาเมื่อชนชาวไทยได้มาพบกับวัฒนธรรมอินเดียหลายอย่าง โดยเฉพาะเครื่องดนตรีของอินเดีย ที่ชขชาติมอญเขมรรับไว้แต่ก่อนชนชาวไทย
ซึ่งมีนิสัยทางดนตรีอยู่แล้วจึงรับเอาวัมนธรรมทางดนตรีแบบอินเดียมาผสมกับมอญเขมรเข้ามาปะปนคลุกเคล้ากับเครื่องดรตรีเดิมของตนเกิดเครื่องดนตรีชนิดใหม่ๆ
เช่น พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ และโทน ทับ เป็นต้น มีระบุไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงและ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยและในกฎมนเฑียรบาลสมัย
อยุธยาตอนต้น ต่อมาเมื่อมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเรานิยมเอาศิลปทางดนตรีและการละเล่นของเพื่อนบ้านใกล้เคียงเหล่านั้นไทยเราจึงนำเพลงขับร้องที่
เรียกว่า "เพลงภาษา"และนำเอาทั้งเครื่องดนตรีบางอย่างของเพื่อนบ้านใกล้เคียงมาเล่นในวงดนตรีของไทย เช่น กลองแขก ของชวา กลองมาลายูของมาลายู
กลองเปิงมางของมอญและกลองยาวของไทยใหญ่ เป็นต้น

 

เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตเครื่องเป่า

ผู้จัดทำ
adirek.com