Home

adirek.com
 
   
 

 
 

1. นกกก ,นกกาฮัง
ชื่อสามัญ GREAT HORNBILL
ชื่อวิทยาศาสตร์ Buceros bicornis

ลักษณะโดยทั่วไป นกกกหรือนกกาฮัง เป็นนกเงือกที่มีขนาดใหญ่มากและใหญ่ที่สุดในจำพวกนกเงือก
ของไทย
เวลากางปีกจะเห็นแถบสีเหลืองคาดตามความยาวของปีกและขอบปีกด้านล่างมีสีขาว
หางสีขาวมีแถบสีดำคาด ปากสีเหลือง ตัวผู้และตัวเมียโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวผู้จะมีขนาด
ใหญ่กว่า และต่างกันตรงที่ตัวผู้มีตาสีแดงทับทิมส่วนตัวเมียตามีสีเหลืองและโหนกสีดำน้อยกว่า
จากกลางโหนกของมันลงมาจะมีสีเหลืองอ่อนปนสีส้ม ตอนเช้าและตอนเย็นชอบร้องเสียงดัง กก กก
หรือ กาฮัง กาฮัง


ถิ่นอาศัย
อินเดียตะวันตกเฉียงใต้ตลอดถึงพม่าไทยและเกาะสุมาตราสำหรับประเทศไทยมีทั่วไปเกือบ
ทุกภาคยกเว้นภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน

การดำรงชีวิต มักพบอาศัยอยู่กันเป็นคู่ๆชอบอาศัยอยู่ตามป่าดิบชื้น ป่าดงดิบแล้งและป่าดงดิบเขาซึ่ง
มีต้นไม้สูงๆชอบอยู่กันเป็นฝูงเล็ก ๆ ชอบกระโดดและร้องหากิน มีเสียงร้องที่เสียงดังเวลากระพือปีกจะมี
ีเสียงดังการขยายพันธุ์ ผสมพันธุ์ในหน้าหนาวจนถึงหน้าร้อน วางไข่ตามโพรงไม้สูง วางไข่ครั้งละ
1-2ฟองก่อนวางไข่ตัวเมียจะเข้าไปในโพรงแล้วทำการตบแต่งโพรงก่อนแล้วตัวผู้ก็จะช่วยตัวเมียสร้างรัง

โดยการคาบดินผสมกับมูลของตัวเมียโบกปิดปากโพรง แล้วเหลือช่องไว้ตรงกลางพอให้ตัวเมียยื่น
ปากออกมาได้ ขณะที่ตัวเมียกกไข่และเลี้ยงลูกอยู่นั้นตัวผู้จะออกมาหาอาหารเลี้ยงลูกและเมียของมัน
ตัวเมียจะผลัดขนออกซึ่งจะใช้เวลาพร้อมๆไปกับลูกของมันในการมีขนขึ้นเต็มเมื่อขนขึ้นเต็มตัว
ตัวเมียจะจิกปากโพรงออกแล้วหัดบินพร้อมกับลูก

อาหาร จะชอบกินผลไม้สุก เช่น กล้วย มะละกอ มะเดื่อ มะปางป่า และสัตว์เล็ก ๆ

 แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 
 

2. นกฟลามิงโกใหญ่
ชื่อสามัญ GREATER FLAMINGO
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phoenicopterus ruber

ลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกที่มีความสวยงามมาก คอและขายาว มีขนสีชมพู ขนปีกสีดำ ปากสีชมพู
ปลายปีกสีดำ ม่านตาสีเหลืองอ่อน ขาและนิ้วตีนมีสีชมพู ในฤดูผสมพันธุ์นี้สีจะสดและเข้มมากนกตัว
เมียมีลักษณะคล้ายตัวผู้แต่จะมีนาดที่เล็กกว่า และสีค่อนข้างจางกว่า มีปากคล้ายเหงือกของปลาวาฬ
ตีนของมันจะคล้ายตีนเป็ด มีฟันและปากคล้ายห่าน


ถิ่นอาศัย
อยู่แถวบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปแอฟริกา อ่าวเปอร์เซีย และอินเดียตะวันตกเฉียง
เหนือ ฝรั่งเศส และอเมริกาใต้

การดำรงชีวิต เป็นนกที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ตามหนองบึงหรือทะเลสาบและทำรังตามชายฝั่ง
หนองบึงหรือทะเลสาบและหาอาหารโดยใช้ตีนพุ้ยน้ำให้ขุ่นแล้วใช้ปากจุ่มลงไปเพื่อกรองหาอาหารที่
อยู่ในหนองน้ำและมันยังมีความสามารถที่จะว่ายน้ำลึกได้ดี

การขยายพันธุ์
นกชนิดนี้ผสมพันธุ์เมื่ออายุ 6 ปี และจะผสมพันธุ์กันในฤดูหนาว มักจะวางไข่บนพื้นดิน
ตามชายฝั่ง โดยจะทำรังคล้ายตอไม้ด้วยดินเหนียว วางไข่ครั้ง ละ 1 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะผลัดกัน
ฟักไข่ และจะใช้เวลาในการฟักประมาณ 28-32 วัน


อาหาร
ไรน้ำ ลูกกุ้ง ลูกปลา แพลงตอน และสาหร่ายบางชนิด

แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 

 

 
 

3. พญาแร้ง
ชื่อสามัญ
RED HEADED VULTURE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarcogyps calvus

ลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่ตอนท้ายและด้านล่างบริเวณหู หัว
และคอไม่มีขนคลุม ขนที่บริเวณคอด้านบนจะสั้นและมีหางที่สั้น

ถิ่นอาศัย อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทยถือได้ว่าเป็นนกประจำถิ่นพบทาง
ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

การดำรงชีวิต เป็นนกที่ออกหากินในเวลากลางวัน และชอบอยู่ตามทุ่งโล่ง และป่าโปร่ง อยู่รวมกัน
เป็นฝูงมักพบบินร่อนเป็นวงกลมอยู่บนท้องฟ้ามีสายตาที่แหลมคมในการล่าเหยื่อมันสามารถมองเห็น
เหยื่อได้ในระยะที่ไกล เมื่อเห็นเหยื่อมันจะบินลงมาจิกเหยื่อทันที

การขยายพันธุ์ ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน จะทำรังอยู่บนต้นไม้ ไข่ที่ออกมาจะ
มีสีขาว และในรังก็จะมีไข่อยู่เพียง 1 ฟอง พ่อและแม่นกจะช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงลูก ใช้เวลาในการฟัก
ไข่ประมาณ 45 วัน

อาหาร ซากสัตว์ โดยมันจะเลือกกินเครื่องในก่อน

แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 

 
 

4. เหยี่ยวดำ
ชื่อสามัญ
PARIAH KITE
ชื่อวิทยาศาสตร์
Milvus migrans

ลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกขนาดกลาง ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกันคือ ลำตัวสีน้ำตาลเข้มอม
เหลืองทั้งด้านบนและด้านล่างมีปีกสีน้ำตาลเข้มหางเป็นแฉกตื้นๆมองดูคล้ายง่ามปากสั้นดำแหลมคม
ปลายปากเป็นขอหัวค่อนข้างใหญ่คอสั้นปีกยาว

ถิ่นอาศัย อยู่ในทางเหนือของออสเตรเลีย ในไทยพบทางภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้


การดำรงชีวิต หากินในเวลากลางวันชอบบินอยู่ตามที่โล่งชายป่าตามริมฝั่งทะเลตามแม่น้ำ
ลำคลองบางครั้งจะรวมฝูงแล้วบินร่อนเป็นวงกลมในอากาศ และเวลาที่จะล่าเหยื่อเหยื่อที่ได้
มามักกินบนพื้นดินหรืออาจนำไปกินบนต้นไม้พบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่หรือเป็นฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์
เหยี่ยวดำจะทำรังรวมกันเป็นกลุ่มบนต้นไม้สูงทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันสร้างรังด้วยกิ่งไม้เล็กๆ
นำมาขัดสานกันจากนั้นทั้งคู่จะช่วยกันกกไข่และเลี้ยงลูกอ่อน

การขยายพันธุ์ ฤดูผสมพันธุ์จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะทำรังด้วยกิ่งไม้เล็กและทำรังไม่
่ค่อยเป็นระเบียบ ออกไข่ครั้งละ 2 - 3 ฟอง

อาหาร นกเล็กๆ สัตว์เลื้อยคลาน และแมลง

 แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 

 

 
 

5. เหยี่ยวแดง
ชื่อสามัญ BRAHMINY KITE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Haliastur indus

ลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกขนาดกลาง ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน มีขนสีน้ำตาลแดง สดใส
แต่หัวคอและหน้าอกสีขาวมีลายสีดำเล็กๆขนที่ปีกและหลังท้องมีสีน้ำตาลออกแดงมีปากแหลมคมสีเทา
และมีขาสีเหลือง

ถิ่นอาศัย พบในอินเดีย จีน พม่า ไทย เขมร ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
ประเทศไทยพบได้ทุกภาค

การดำรงชีวิต ชอบอยู่ตามริมแม่น้ำ ชายทะเล และตามป่าโปร่ง ชอบบินอยู่ตัวเดียวหรือ เป็นคู่หรือ
เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพบอาหารมันจะบินเป็นวงกลม พร้อมกับบินดิ่งลงมา โฉบเฉี่ยวเอาอาหารนั้นขึ้นไป
กินบนต้นไม้สูงซึ่งอยู่ใกล้ ๆ

การขยายพันธุ์ ฤดูผสมพันธุ์คือช่วงเดือนธันวาคม - เมษายนทำรังด้วยกิ่งไม้ขัดสานกันและปูพื้นรังด้วยใบหญ้าหรือขนสัตว์วางไข่ครั้งละ 2 - 4 ฟองตัวเมียและตัวผู้จะช่วยกันฟักไข่

อาหาร นกเล็กๆ และสัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ

แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 

 

 
 

6. เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา
ชื่อสามัญ LESSER FISHING-EAGLE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ichthyophaga nana

ถิ่นอาศัย เทือกเขาหิมาลัย ไหหลำ ลาว มาเลเซีย เกาะสุมาตรา บอร์เนียว ไทย

การดำรงชีวิต ชอบอยู่ตามป่าดงดิบที่มีลำธาร บินได้เร็วมาก

การขยายพันธุ์ ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคมชอบทำรังบนต้นไม้สูงใกล้กับแม่
น้ำโดยมีการวางไข่ในแต่ละครั้ง 2-3ฟอง

อาหาร ปลา

แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 

 
 

7. นกคาสโซวารี่
ชื่อสามัญ CASSOW ARY
ชื่อวิทยาศาสตร์ Casuarius casurius

ลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกขนาดใหญ่ที่บินไม่ได้ ขาสั้นมีความสูงประมาณ 100 เซนติเมตร และมี
ความแข็งแรง มีขนบนลำตัวสีดำและหยาบ ขนที่ปีกมีลักษณะเป็นหนามแข็งปลายแหลมสีดำ ที่ปลาย
หัวมีหงอนที่แข็งเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือรูปโหนกป้าน มีตาสีน้ำตาล ปากแข็ง ลักษณะโค้งสีน้ำตาลดำที่
ี่หนังคอมีลักษณะย่น ขาจะมีนิ้ว 3 นิ้ว แต่นิ้วที่1 จะมีลักษณะยาวปลายแหลมใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้ ทั้ง 2 เพศจะมีลักษณะเหมือนกัน แต่ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อยนอกจากนั้นยังสามารถว่ายน้ำ
ได้อีกด้วย

ถิ่นอาศัย พบอยู่ในทวีปออสเตรเลียและเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ออสเตรเลีย

การดำรงชีวิต
เป็นนกที่ขี้อาย ระมัดระวังตัวมาก และชอบวิ่งหนี ปกติจะอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในช่วงฤดู
ูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ หากินตอนเย็น ๆ หรือเช้ามืด ชอบต่อสู้ เวลาต่อสู้มันจะยกเท้าเข้าเตะทำให้ศัตรู
ูเกิดแผลฉกรรจ์ได้จากเล็บที่นิ้วเท้า

การขยายพันธุ์
เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ จะทำรังอยู่บนพื้นดิน รังทำจากใบไม้และหญ้า ตัวเมียจะวางไข่
ครั้งละ 3-6 ฟอง และตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 49-56 วัน ลูกนกจะมีลำตัวลาย ๆ ตาม
ยาว พ่อแม่นกจะช่วยกันเลี้ยงลูก

อาหาร
ลูกไม้ ผลไม้ แต่อาจกินพืช แมลง และสัตว์เล็ก ๆ

 แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต

 
 

 

 

 
 

8. นกกระจอกเทศ
ชื่อสามัญ
OSTRICH
ชื่อวิทยาศาสตร์ -

ลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกใหญ่ที่สุดในโลก มีปีกเล็กบินไม่ได้ แต่ขาใหญ่แข็งแรง มีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว เป็นนกที่วิ่งได้เร็ว ตัวผู้ขนทั่วตัวจะเป็นสีดำ แต่ขนพวงปลายปีกหางจะเป็นสีขาว นกกระจอกเทศมี
ขนบริเวณลำตัว ปีก และหางเท่านั้น ส่วนหัว คอ และขาจะไม่มีขนเลย ตัวเมียขนสีน้ำตาลคล้ำ

ถิ่นอาศัย
ในทวีปแอฟริกา โดยมีการกระจายตัวตั้งแต่ประเทศเซเนกัลไปจนถึงเอธิโอเปีย

การดำรงชีวิต
ชอบหากินในทุ่งกว้างรวมกันเป็นกลุ่ม อยู่ร่วมกับฝูงม้าลายและยีราฟ เพื่อคอยดักกิน
แมลงและสัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ ที่ตื่นตกใจจากการกินหญ้าของสัตว์เหล่านั้น ป้องกันตัวโดยใช้เท้าเตะ
เป็นนกที่มีการระแวดระวังภัยมาก ทำให้หลบหลีกพวกสัตว์กินเนื้อได้ดี

การขยายพันธุ์
ผสมพันธุ์เมื่ออายุ 2-4 ปี นกกระจอกเทศตัวผู้ตัวหนึ่งสามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียได้
หลายตัว ตัวเมียจะออกไข่ในที่เดียวกันประมาณ 30-40 ฟอง หรือมากกว่านั้น ระยะฟักไข่นาน 35-40 วัน โดยตัวเมียจะฟักไข่ตอนกลางวัน และตัวผู้จะฟักไข่ตอนกลางคืน ลูกนกโตเร็วมาก
และนกกระจอกเทศมีอายุถึง 50 ปี

อาหาร หญ้า ใบไม้ เมล็ดพืช ยอดอ่อนของต้นไม้ และแมลง นอกจากนี้ยังกินกรวดเพื่อช่วยในการย่อย
อาหาร

แหล่งอ้างอิง : สวนสัตว์ดุสิต